Home / ALL NEWs / 4 ปัญหาใหญ่ ในไฮสคูลอเมริกา

4 ปัญหาใหญ่ ในไฮสคูลอเมริกา

หลายคนที่เตรียมตัวจะไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกา กังวลเกี่ยวกับการเตรียมตัว รวมถึงแอบหวั่นๆ ว่า ชีวิตในไฮสคูลที่นั่นจะเป็นยังไงบ้าง จะเจอปัญหาอะไรมั้ย ? … ปัญหาหลัก ๆ ที่มักเกิดขึ้นในไฮสคูลที่อเมริกา 

RACISM (การเหยียดเชื้อชาติ)
จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกิดเฉพาะในอเมริกา แต่เกิดในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตก ซึ่งบุคคลหลัก ๆ ที่มักจะโดนเหยียดเรื่องเชื้อชาติอันดับแรก ก็คงไม่พ้น “คนผิวสี(ดำ)” ที่มาจากประเทศในทวีปแอฟริกา รองลงมาก็เป็นพวกชาวเอเชียหัวดำ ๆ ผิวเหลือง ๆ แบบพวกเรานั่นเอง ซึ่งบางคนก็โดนตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ เช่น ไปซื้อข้าวแต่กลับถูกพนักงานซึ่งเป็นฝรั่งผิวขาวมองด้วยหางตา โดยเฉพาะคนผิวสีนี่น่าเห็นใจมาก เพราะในอดีตนั้น พวกเค้ามาขายแรงงานเป็นทาส ในประเทศอเมริกาหรือยุโรปตะวันตก ทำให้ถูกฝรั่งผิวขาวมองว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง ส่วนพวกคนเอเชีย ก็มักถูกมองว่าเป็นพวกต่างด้าวที่เข้ามาอาศัยในประเทศของเค้า

บางคนอาจมองว่า RACISM เป็นเรื่องเล็ก แต่บางทีก็กลายเป็นเรื่องใหญ่จนกลายเป็นประเด็นน่ากลัว เช่น การสังหารหมู่อย่างที่เคยเป็นข่าวดังไปทั่วโลกก็คือเรื่องของ หนุ่มเกาหลีชื่อ โซ ซึง ฮุย ที่สังหารหมู่เพื่อนนักศึกษาไปกว่า 30 คน โดยเพื่อนตอนมัธยมของโซ ซึง ฮุยเล่าให้นักข่าวฟังว่า ตอนเรียนมัธยม โซ ซึง ฮุย ถูกครูเรียกให้ออกไปพูดหน้าชั้นแต่กลับโดนเพื่อนฝรั่งผิวขาวในชั้นโห่ไล่จนทำให้อับอายขายขี้หน้ามาก จนมีความกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง

แต่ว่ากันว่า ในอเมริกานั้น หากเราถูกเหยียดเชื้อชาติหรือสีผิว เราสามารถแจ้งตำรวจได้ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครอยากไปแจ้งเท่าไหร่ เพราะต้องมีพยานมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์ถึงจะเอาเรื่องได้ ค่อนข้างวุ่นวาย ส่วนมากจึงปล่อยเลยตามเลย หรือแม้แต่ผู้หญิงไทยอย่างเราก็โดนเหมือนกัน มีน้องคนหนึ่งเล่าว่า เคยไปเที่ยวผับ แล้วมีผู้ชายฝรั่งอย่างหล่อเลย ยักคิ้วหลิ่วตาให้ประมาณว่า เดี๋ยวต้องเข้ามาขอเบอร์แน่ ๆ และซักพัก ผู้ชายคนนั้นก็เข้ามาคุยด้วย โดยทักว่า “Are you Japanese?” (เพราะน้องเค้าผิวขาวมาก) แต่พอน้องตอบไปว่า I’m Thai….. เท่านั้นแหละ ฝรั่งสุดหล่อก็เดินจากไป …. คงไม่ต้องเล่าต่อนะว่า ภาพลักษณ์ผู้หญิงไทยที่ทำให้ฝรั่งบางคนเหยียดเชื้อชาติเรา เป็นเพราะเรื่องอะไร ?

DISCRIMINATION (การแบ่งแยก , การเลือกปฏิบัติ)

คำนี้จะมีความหมายคล้ายๆ RACISM แต่จะต่างกันตรงที่ว่า DISCRIMATION นั้นอาจจะเกิดจากเรื่องเชื้อชาติหรือเรื่องอื่น ก็ได้ เช่น อายุ เพศ ศาสนา

- เพศ …. ถ้าเป็นเรื่องเพศ ก็คงไม่พ้นเพศหญิงหรือเพศที่สาม (เกย์อาจจะโดนเยอะเป็นพิเศษ) เช่น นักเรียนชายคนหนึ่งเปิดเผยตนว่าเป็นเกย์ อาจถูกเพื่อนๆ บีบออกจากกลุ่ม ไม่คุยด้วย นั่งกินข้าวแยก มองเป็นตัวประหลาด ….. แต่สำหรับเมืองไทย เรื่องนี้ถือว่าเปิดกว้างมาก เพราะถ้าใครมีเพื่อนเป็นเพศที่สามนี่ถือว่าลัลล้ามาก ๆ พวกเขานี่แหละมักเป็นคนสร้างสีสันให้แก่กลุ่ม
- ศาสนา …. เช่น สมมติเจ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่งเป็นคนที่เคร่งศาสนา(คริสต์)มากๆๆๆ เมื่อมีคนมาสมัครเป็นพนักงานร้านแต่เป็นมุสลิม เจ้าของร้านอาหารกลับปฏิเสธไม่รับเพราะไม่ใช่คริสเตียนเหมือนกัน
- อายุ …. เช่น ที่อเมริกามีกฎหมายซึ่งประกันให้ผู้มีอายุ 40-70 ปี มีโอกาสในการทำงานทัดเทียมกับคนอื่นโดยไม่ถูกกีดกันในเรื่องอายุ

BULLY IN SCHOOL (อันธพาลในโรงเรียน)

พวกนี้ ส่วนมากเป็นพวกที่ไม่อยากเรียนหนังสือ ไม่อยากไปโรงเรียน (แต่ต้องไป) ดังนั้นจึงพยายามทำตัวกวนประสาทหรือขวางโลก ชอบรังแกคนอื่น ขอยกเรื่องของ “น้อง N@NNiE” ซึ่งอยู่ที่ฟลอริด้า”
ในประเทศอเมริกานั้น ถ้าใครอยู่โรงเรียน high school ดี ๆ หน่อยก็จะดีไป เพราะจะไม่ค่อยมีพวก bully มากนัก ในอเมริกานี้เด็กจะต่อยตีกันและแกล้งกันในกลุ่มเป็นเรื่องปกติมาก คือต่อยกันแทบทุกวัน ใครข่มใครได้ก็ข่มไป !
ในอเมริกาเด็กที่ high school นี่จำเป็นมากที่จะต้องใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุด ถ้าถามว่าทำไม ? ก็บอกได้เลยว่ามันจำเป็น  คือที่อเมริกาเขาจะมีบางอย่างที่เรียกว่า “respect” คือการนับถือ (การที่เห็นว่าดีเราดีเราเจ๋ง) การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแพง เพื่อจะให้ได้ “respect” นี้เป็นเรื่องปกติ ถ้าใครใส่เสื้อผ้าถูก ๆ จะ “lose respect”  ก็จะโดนกลั่นแกล้งและไม่มีใครคบในที่สุด ตอนนั้นร้านขายรองเท้าแห่งหนึ่งในรัฐ Florida ได้ชื่อว่าเป็นร้านหนึ่งที่ขายรองเท้าราคาถูกที่สุด มีชื่อว่า Payless ShoeSource ถ้าใครไปซื้อรองเท้าร้านนั้นก็จะโดนกลั่นแกล้ง โดนซ้อมโดนยิง (ด้วยหนังสติ๊ก) และก็จะถูกถามว่า “Are you poor?” (นายจนมากหรือไง?)
ที่นั่นไม่เหมือนที่เมืองไทย คือใครมองแล้วแกล้งได้ ต้องรีบแกล้ง สรุปคือเราต้องแต่งตัวให้ดูดีที่สุดเพื่อจะได้ไม่ตกเป็นเป้าหมายของพวก bully ถ้าใส่สูทไปโรงเรียนได้ก็ใส่เลย ! เพราะอย่างนี้วัยรุ่นที่นั่นจึงต้องหางานพิเศษทำ และยอมทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้เสื้อผ้าเท่ ๆ แพง ๆ มา  เด็กที่นั่นก็อาจจะไม่แกะป้ายราคาออกเลย เพราะที่ป้ายราคาจะมีชื่อยี่ห้ออยู่”

SEX IN SCHOOL (เพศสัมพันธ์ในวัยเรียน)
ในประเทศตะวันตกนั้น มักมีเสรีหรืออิสระกันในเรื่องพวกนี้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาเพราะมนุษย์ทุกคนมีความต้องการทางเพศ  ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เห็นเด็กอายุแค่ 13-14 แต่เคยมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว แต่บางคู่ก็กลับไม่รู้จักป้องกัน ดังนั้นทำให้เกิดปัญหาตามมา เช่น การตั้งครรภ์ การทำแท้ง ซึ่งจริง ๆ ปัญหานี้ก็เกิดในบ้านเราเหมือนกัน ขอยกตัวอย่างไฮสคูลในแคนาดาจากประสบการณ์ของ “น้องหมูหวาน” มาให้อ่าน

“ในโรงเรียนสห เรื่องกุ๊กกิ๊กของผู้หญิงกับผู้ชายก็มีให้เห็นกันเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ บางทีเดินอยู่ดี ๆ ก็ได้ชมฉาก ‘เลิฟซีน’ อยู่บ่อย ๆ มีตั้งแต่แบบหวาน น่ารัก ไปจนถึงแบบฮาร์ดคอร์  มีอยู่วันหนึ่ง หมูหวานเดินกลับบ้านกับเพื่อน แล้วทีนี้ไม่รู้ว่านึกอะไร อยากลองเดินไปทางป่าหลังโรงเรียน ก็เดินไปกันกับเพื่อน แล้วทีนี้ก็เห็นรุ่นพี่สองคนกำลังกอดจูบกันอย่างดูดดื่มอยู่หลังดงต้นไม้ค่ะ! O[]O!
พูดถึงเรื่องเพศแล้ว ในห้องน้ำหญิงนอกจากจะมีตู้ขายผ้าอนามัย ยังมีอีกตู้หนึ่งค่ะสำหรับถุงยางอนามัย [หลายๆ คนคงโห่อย่างรับไม่ได้กันเลยทีเดียว] แต่หมูหวานว่ามันเป็นเรื่องดีนะคะ อย่างน้อยก็ทำให้นักเรียนรู้จักที่จะป้องกันตัวเอง”

หลายคนอาจจะมองว่า การแจกถุงยางอนามัยหรือการมีตู้กดถุงยางอนามัยนั้นถือเป็นเรื่องดี เด็กจะได้รู้จักป้องกันตัวเอง แต่มองอีกแง่ ก็เหมือนเป็นการชี้โพรงให้กระรอกมากกว่า ประมาณว่า อยากมีเพศสัมพันธ์ก็มีไป เพราะยังไงโรงเรียนก็มีถุงยางแจก … เรื่องแบบนี้พูดยาก ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกล้วน ๆ

นั่นก็คือ 4 ปัญหาที่ต้องได้เจอแน่ ๆ ไม่ว่ากับตัวเองหรือคนรอบข้าง ขอแนะนำว่าถ้าทนไหวก็ทน แต่ถ้าทนไม่ไหวให้ลองปรึกษาคนรอบข้างค่ะ แต่อย่าเก็บ(กด)ไว้คนเดียว

เครดิต ข้อมูล รูปภาพ
dek-d.com

Comments

comments

About Benz

Avatar of Benz

Comments are closed.

Scroll To Top